วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557

ยาป้องกัน การคลอดก่อนกำหนด

ยาป้องกัน การคลอดก่อนกำหนด


ปกติแล้วคนเราตั้งครรภ์ครบกำหนดเมื่ออายุครรภ์ 40 สัปดาห์ หากคลอดในระหว่าง 37-42 สัปดาห์ยังถือว่ายังอยู่ในช่วงที่ทารกจะมีสุขภาพแข็งแรงดี หากเลยกำหนดคลอด 42 สัปดาห์ขึ้นไป รกจะมีการเสื่อมสภาพ ไม่สามารถส่งอาหารให้ทารกอย่างพอเพียง คุณหมอก็จะพิจารณาช่วยเร่งการคลอด หรือผ่าตัดคลอดให้แล้วแต่กรณี ส่วนการคลอดเมื่ออายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์เต็ม จะถือเป็นการคลอดก่อนกำหนด ทารกที่คลอดก่อนกำหนดมากๆ จะยังไม่มีความสมบูรณ์ของร่างกายมากพอที่จะอยู่ภายนอกร่างกายของแม่ได้ จะต้องทำการช่วยเหลือในการปรับสิ่งแวดล้อม ให้ทารกสามารถปรับตัวและเจริญเติบโตต่อภายนอกครรภ์มารดาได้ เช่นให้ทารกอยู่ในตู้อบที่มีอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส อาจต้องให้นมหรือสารอาหารต่างๆทางสายยางสู่กระเพาะอาหาร หรือให้สารอาหารทางเส้นเลือด อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจหากปอดของทารกยังไม่สมบูรณ์ดี เป็นต้น ซึ่งการที่ต้องเลี้ยงดูทารกใน NICU ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีคุณแม่คนไหนอยากจะให้เป็น ทุกคนอยากให้เด็กคลอดออกมาสมบูรณ์แข็งแรงทั้งนั้น แต่บางครั้งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อรักษาชีวิตของทั้งคุณแม่และทารก ก็อาจจำเป็นต้องให้คลอดก่อนกำหนด


เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์และยังไม่ครบกำหนด แต่เริ่มมีอาการว่าจะคลอดก่อนกำหนด คุณหมอก็มักให้การรักษา เพื่อประคับประคอง และยืดเวลาออกใปให้ทารกสามารถเจริญเติบโต ในครรภ์คุณแม่ได้นานที่สุด หรือจนครบกำหนดได้ก็จะยิ่งดี แต่การรักษานั้นก็เป็นการดูแลเมื่อปลายเหตุแล้วนะครับ การป้องกันการคลอดก่อนกำหนด สามารถทำได้โดยการฝากครรภ์อย่างใกล้ชิด และการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมของคุณแม่ด้วย แต่แม้ว่าจะดูแลเป็นอย่างดีแล้ว ก็ยังมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้จากปัจจัยอื่นๆที่เราควบคุมไม่ได้ครับ


เมื่อไม่นานมานี้ คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้รับรองยาชนิดหนึ่งซึ่งสามารถช่วยป้องกันการคลอดก่อนกำหนดได้เป็นครั้งแรก ชื่อว่า Makena (hydroxyprogesterone caproate) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งสงผลต่อสุขภาพของทารกแรกเกิดมากมายหลายประการ รวมถึงโอกาสรอดชีวิตของทารกด้วย


ยาชนิดนี้ถูกนำมาใช้ในคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด โดยเฉพาะในผู้ที่เคยมีประวัติการคลอดก่อนกำหนด มาก่อนโดยการตั้งครรภ์ทารกคนเดียว ซึ่งเป็นผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการคลอดก่อนกำหนดซ้ำได้อีก  และต้องเป็นการตั้งครรภ์ทารกคนเดียวเท่านั้น เนื่องจากการตั้งครรภ์แฝดมีหลายสาเหตุที่จะส่งผลให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด


โดยที่ยา Makena ได้ผ่านการศึกษาและทดลองทางคลินิก ในหญิงตั้งครรภ์ 463 ราย อายุตั้งแต่ 16 - 43 ปี ซึ่งเคยตั้งครรภ์ทารกคนเดียวและมีการคลอดก่อนกำหนดมาก่อน ในกลุ่มทดลอง หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับยาป้องกันการคลอดก่อนกำหนด เกิดการคลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ ร้อยละ 37 ในขณะที่หญิงตั้งครรภ์กลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับยาป้องกัน เกิดการคลอดก่อนกำหนดร้อยละ 55


ในการศึกษาระยะที่ 2 ได้ทำการประเมินพัฒนาการของทารกที่เกิดจากมารดาในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมดังกล่าว ซึ่งพบว่าเมื่อเด็กแรกเกิดอายุ 2.5- 5 ขวบ ทั้งสองกลุ่มมีพัฒนาการไม่แตกต่างกัน และจะมีการติดตามศึกษาต่อไปในระยะที่ 3 ตามแผนการศึกษา ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2018


ยา Makena นั้นสามารถให้โดยการฉีดเข้าไปบริเวณสะโพกสัปดาห์ละครั้ง เริ่มฉีดเมื่ออายุครรภ์ 16 สัปดาห์ และไม่ควรเริ่มหลังจาก 21 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ และจะสิ้นสุดการฉีดยาเมื่ออายุครรภ์ 37 สัปดาห์ อาการข้างเคียงที่อาจพบได้ ได้แก่ ความเจ็บปวด บวม และคัน บริเวณที่ฉีดยา อาจมีคลื่นใส้และท้องเสียได้ด้วย


สำหรับในประเทศไทย สถิติคลอดก่อนกำหนดมีจำนวน 64,000-80,000 คน/ปี ซึ่งการคลอดก่อนกำหนดเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว จึงถือเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องดูแลแก้ไข กลุ่มมารดาที่มีภาวะเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด ได้แก่

• หญิงตั้งครรภ์ที่อายุน้อยกว่า 17 ปี หรือมากกว่า 35 ปี

• มีประวัติดื่มอัลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติดระหว่างตั้งครรภ์

• ตั้งครรภ์แฝด มีปัญหารกเกาะต่ำ หรือมีความผิดปกติของมดลูก เช่น มีเนื้องอกที่มดลูกหรือปากมดลูกผิดปกติ ฯลฯ

• มีโรคประจำตัวเช่น โดยเฉพาะเบาหวาน ความดันโลหิตสูงในระหว่างตั้งครรภ์

• มีประวัติคลอดก่อนกำหนดมาก่อน มีโอกาสเป็นซ้ำ

• มีประวัติแท้งบุตรมาก่อน


คุณแม่สามารถช่วยป้องกันการคลอดก่อนกำหนด โดยมาฝากครรภ์แต่เนิ่นๆเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ไปตรวจครรภ์ตามที่คุณหมอนัดนัด และทำตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด  รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ผักผลไม้สด และรับประทานโปรตีนให้เพียงพอ  ไม่บริโภคแอลกอฮอล์ บุหรี่ ยาเสพติด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้ก็ช่วยลดโอกาสเกิดการคลอดก่อนกำหนดได้มาก และยังส่งผลให้คุณแม่และทารกมีสุขภาพแข็งแรงดีอีกด้วยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557

เริม VS คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์

เริม เป็นโรคติดต่อที่ติดง่ายจากสารคัดหลั่งทั้งทางน้ำลาย และการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนั้นไวรัสเริมยังมีระยะฟักตัวตั้งแต่ 30 – 180 วัน บ่อยครั้งที่คุณแม่อาจจะไม่ทราบว่าตนเองได้รับเชื้อเริม (เพราะยังไม่แสดงอาการ) หากแม่เป็นเริมในขณะตั้งครรภ์จะมีผลต่อทารกในครรภ์อย่างไรบ้าง รวมถึงหากได้รับเชื้ออื่นๆ จะเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาฝากค่ะ


โดยปกติภูมิคุ้มกันจากแม่จะส่งต่อไปยังทารกในครรภ์ ดังนั้นหากคุณแม่เป็นเริม ทารกในครรภ์จะมีโอกาสติดเชื้อในอัตรา 1 ใน 20,000 หรือแม่ที่ติดเชื้อเริมก่อนคลอดเพียงเล็กน้อย โอกาสที่ทารกจะติดเชื้อเริมจะมีประมาณ 25 – 40%

วิธีป้องกันทารกติดเชื้อเริมก็คือ การตรวจหาโรคเริมในแม่ก่อนคลอด หากพบเชื้อเริม คุณหมอจะทำคลอดโดยวิธีผ่าตัด แต่ปัจจุบันการตรวจหาเชื้อเริมมีราคาแพงมาก จึงไม่แนะนำวิธีนี้นอกจากตัวคุณแม่เองเคยมีประวัติการติดเชื้อเริมที่บริเวณช่องคลอดมาก่อน

ส่วนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ แพทย์จะต้องวินิจฉัยเป็นกรณีไป ดังนี้
โรคหนองใน หากทารกติดเชื้ออาจทำให้ตาบอดได้ คุณแม่จะต้องรักษาให้หายขาดก่อนเริ่มตั้งครรภ์ และทารกแรกเกิดทุกคนจะได้รับการหยอดยาหรือป้ายยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อหนองในจากการคลอด
โรคซิฟิลิส มีผลกระทบต่อระบบกระดูกและฟันของทารกในครรภ์ มีการทำลายเนื้อเยื่อระบบประสาทส่วนกลาง อาจทำให้พิการหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้นในการฝากครรภ์จะมีการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อนี้ทุกคน เพราะโรคนี้อาจไม่มีอาการปรากฏ และหากพบเชื้อนี้ จะต้องรักษาให้หายก่อนอายุครรภ์ครบ 4 เดือน
โรคติดเชื้อคลาไมเดีย ทารกที่ติดเชื้อนี้จะมีอาการตาอักเสบอย่างรุนแรง รักษาโดยการใช้ยาป้ายตาที่มียาปฏิชีวนะต่อต้านเชื้อนี้โดยเฉพาะ
โรคเอดส์ ทารกในครรภ์มีโอกาสติดเชื้อ 20-65% และจะแสดงภาวะการเป็นโรคหลังจากคลอดได้ 6 เดือน และตัวคุณแม่เองจะมีสุขภาพที่แย่ลงหลังคลอด ดังนั้นจะต้องทดสอบการติดเชื้ออย่างระมัดระวัง และควรตรวจสอบซ้ำ 2 ครั้งเพื่อให้ผลแน่นอน

ขอบคุณที่มา babytrick.com

ถ้าตั้งครรภ์หลังอายุเกิน 35 ปีจะมีผลกับทารกในครรภ์อย่างไร

โดยปกติผู้หญิงจะเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ที่ดีคือเมื่ออายุประมาณ 23 – 27 ปี แต่ในปัจจุบันที่สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้หญิงแต่งงานช้าลง หรืออาจจะตั้งครรภ์ช้าลง จนบางครั้งกว่าจะเริ่มสร้างครอบครัวก็อายุปาไป 30 – 35 ปี หลายๆ คนคงจะเคยได้ยินคำที่ว่า พออายุเยอะแล้วจะมีลูกจะลำบาก จะมีอันตราย ฯลฯ จริงๆ แล้วการตั้งครรภ์เมื่ออายุ เกิน 35 ปีนั้นจะมีผลต่อทารกในครรภ์อย่างไรบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลสถิติ รวมถึงคำแนะนำต่างๆ ในการเตรียมตัวมาฝากค่ะ

หากคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ตอนอายุ 30 ปีขึ้นไป ทารกในครรภ์จะมีภาวะเสี่ยงที่อาจจะเกิดภาวะผิดปกติหรือดาวน์ซินโดรม โดยมีสถิติความเสี่ยงที่รวบรวมเกี่ยวกับทารกดังนี้

ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ตอนอายุประมาณ 20 ปี ทารกในครรภ์มีโอกาสเป็นดาวน์ซินโดรมเพียง 1 ใน 10,000

ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ตอนอายุประมาณ 35 ปี ทารกในครรภ์มีโอกาสเป็นดาวน์ซินโดรม 0-3 ใน 1,000 ซึ่งมีโอกาสมากกว่าตอนอายุ 20 ปี

และผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ตอนอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป ทารกในครรภ์มีโอกาสเป็นดาวน์ซินโดรมถึง 1 ใน 100 หรือ 1% เลยทีเดียว

ภาวะดาวน์ซินโดรมเป็นภาวะที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่สามารถวินิจฉัยได้ตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์ ซึ่งหญิงตั้งครรภ์ที่อายุเกิน 35 ปีจะได้รับการวินิจฉัยนี้ หากพบว่าเกิดความผิดปกติ คู่สมรสจะต้องเป็นผู้เลือกที่จะตั้งครรภ์ต่อหรือจะยุติการตั้งครรภ์ นอกจากนี้หญิงตั้งครรภ์ที่อายุเกิน 35 ปีมีโอกาสเกิดภาวะความดันสูง เบาหวาน โรคในระบบหัวใจและหลอดเลือด และที่สำคัญคือมีโอกาสแท้งบุตรสูงกว่า แต่หากได้รับการดูแลอย่างดี ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่น่าวิตกกังวลมากนัก นอกจากนี้ว่าที่คุณแม่ควรทำตามคำแนะนำของคุณหมอ ดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายที่เหมาะสม และบำรุงร่างกายอยู่เสมอ ก็จะแข็งแรงปลอดภัยทั้งแม่และลูกค่ะ

ขอบคุณที่มา babytrick.com

ท้องนอกมดลูก ป้องกันได้

การท้องนอกมดลูกนั้นความจริงแล้วพบได้น้อยมากประมาณร้อยละ 1 ของการตั้งครรภ์เท่านั้น และโดยมากมักจะตรวจพบในระยะต้นๆ ของการตั้งครรภ์ ซึ่งมักจะมีอาการผิดปกติปรากฏออกมาในระยะต้นๆ ดังนั้นหากไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็สามารถสบายใจได้ว่าปลอดภัยจากการท้องนอกมดลูก แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะทำให้คุณแม่เกิดการท้องนอกมดลูกได้

ปัจจัยที่จะเสริมที่จะทำให้มีโอกาสท้องนอกมดลูกได้แก่
มีประวัติการท้องนอกมดลูกมาก่อน
เคยเจ็บป่วยด้วยภาวะการอักเสบของอุ้งเชิงกราน
เคยผ่าตัดเกี่ยวกับช่องท้องโดยเฉพาะรังไข่
เคยทำหมัน หรือผ่าตัดแก้ทำหมัน
ใช้วิธีคุมกำเนิดแบบใช้ห่วงอนามัย และตั้งครรภ์ในขณะที่ใช้ห่วง
มีประวัติทำแท้ง
มีประวัติได้รับสาร DES (สารที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง) ในโพรงมดลูก จนทำให้เกิดความผิดปกติของโครงสร้างระบบอวัยวะสืบพันธุ์

อาการที่สังเกตุได้ว่าอาจจะเกิดการท้องนอกมดลูก
อาการบิดเกร็ง และกดเจ็บบริเวณท้องน้อยด้านใดด้านหนึ่ง แลปวดแผ่กระจายไปทั่วท้องน้อย อาการปวดรุนแรงขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวรุนแรง แล้วค่อยๆ หายไป เหลือแต่การปวดระบมบริเวณอุ้งเชิงกราน
มีเลือดสีน้ำตาลจางๆ ไหลออกทางช่องคลอด อาจมีเลือดสดบ้างเล็กน้อย จะเป็นๆ หายๆ ไม่ต่อเนื่อง เกิดร่วมกับการปวดท้อง แต่บางคนก็อาจไม่มีอาการเลือดออกเลย
มีเลือดออกทางช่องคลอดอย่างมาก ในกรณีนี้อาจมีการฉีกขาดของท่อนำไข่
อ่อนเพลีย เวียนหัว โดยเฉพาะกรณีที่ท่อนำไข่ฉีกขาดจะอ่อนเพลียมากขึ้น ผิวหนังเย็น ชีพจรเต้นเร้ว และเป็นลม
บางคนมีอาการปวดร้าวที่ไหล่ด้านหลัง หรือบางคนปวดตื้อๆ ที่ทวารหนัก
หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยทันที ซึ่งเมื่อรักษาหายแล้ว ก็สามารถตั้งครรภ์ได้
ขอบคุณที่มา babytrick.com

ทำไมถึงแท้งลูก

ว่าที่คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะวิตกกังวลถึงความปลอดภัยของเด็กทารกในครรภ์รวมถึงกลัวว่าจะเกิดการแท้ง ซึ่งบ่อยครั้งการกังวลในเรื่องเหล่านี้จะทำให้เกิดความเครียดโดยไม่จำเป็น ซึ่งอัตราการแท้งลูกจะพบเพียงร้อยละ 10 ของการตั้งครรภ์เท่านั้น ซึ่งสาเหตุของการแท้งนั้นมีมากมาย แต่ทั้งหมดนั้นเราสามารถควบคุมและป้องกันการแท้งได้ค่ะ


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการแท้งลูกได้แก่

  • เคยมีประวัติการใส่ห่วงอนามัยที่มีภาวะแทรกซ้อน
  • เคยแท้งลูกมาแล้วหลายครั้ง
  • มีความผิดหวัง เศร้าโศก อย่างรุนแรงจากปัญหาการงาน หรือชีวิตส่วนตัว
  • ได้รับอุบัติเหตุโดยตรงและได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง
  • ทำงานหนัก การยกของหนัก หรือการเล่นกีฬาที่ต้องใช้แรงมาก รวมถึงการอุ้มเด็กก็อาจจะส่งผลได้เช่นกัน
  • มีเพศสัมพันธ์ในช่วงตั้งครรภ์ และคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มีประวัติเคยแท้งบ่อย

อาการที่บ่งบอกว่าเกิดภาวะการแท้งลูก

  • มีอาการปวดท้องน้อย มีเลือดสดออกทางช่องคลอด ไม่ว่าเลือดจะออกมาหรือน้อยเพียงใดก้ตาม ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน
  • มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง หรือปวดติดต่อกันหลาวัน
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดเหมือนมีประจำเดือน หรือมีเลือดออกเล็กน้อยติดต่อกันนานเกิน 3 วัน
  • มีสิ่งขับออกทางช่องคลอดเป็นก้อนเลือด หรือชิ้นเนื้อสีชมพู แสดงว่าเริ่มมีอาการแท้งลูก ควรเก็บชิ้นส่วนนั้นแล้วรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะบางครั้งชิ้นส่วนนั้นอาจเป็นตัวอ่อนที่ถูกขับออกมาก็ได้

การดูแลและป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการแท้งลูก

  • หากมีประวัติหรือมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะทำให้เกิดการแท้งลูก ควรบอกกับคุณหมอตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ เพื่อให้คุณหมอช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด
  • พยายามอย่าเครียด หรือหาวิธีคลายเครียดอย่างเหมาะสม อาจจะใช้การฟังเพลง, การนวดเพื่อผ่อนคลาย รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • หากต้องเจอกับปัญหาต่างๆ ทั้งจากที่ทำงาน หรือจากที่บ้าน ควรที่จะหาเวลาพักผ่อน หรือผ่อนคลายให้มาก โดยอาจจะพักการคิดถึงปัญหาเหล่านั้นก่อน หลังจากหายเครียดแล้วค่อยมาจัดการกับปัญหาใหม่ หรืออาจจะใช้การปรึกษากับคนใกล้ชิด เพื่อขอคำแนะนำหรือคอยช่วยแก้ปัญหาก็ได้
  • กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบถ้วน เพื่อให้มีพละกำลังและได้รับสารอาหารที่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของทารก
  • หลบปัญหาเป็นครั้งคราว อย่าจมปลักอยู่กับปัญหา อาจมีการระบายความเครียดด้วยการพูดคุยกับเพื่อนหรือสามีถึงปัญหาต่างๆ ก็จะช่วยให้ระบายและลดความเครียด รวมถึงอาจจะช่วยกันแก้ไขปัญหาได้อีกด้วย
  • ไม่ควรอุ้มเด็กขณะตั้งครรภ์ เพราะนอกจากเป็นอันตายต่อเด็กในครรภ์แล้ว ยังมีผลต่อกระดูกสันหลังของคุณแม่ด้วย

ไปตามตารางนัดของคุณหมออย่างเคร่งครัด

ขอบคุณที่มา babytrick.com

อยากตั้งครรภ์แล้วแต่กินยาคุมกำเนิดมานานต้องเตรียมตัวอย่างไร

สำหรับผู้ที่เคยกินยาคุมกำเนิดมานาน เมื่อถึงเวลาที่พร้อมที่จะตั้งครรภ์นั้น หลายคนอาจจะส่งสัยว่า หลังจากหยุดกินยาคุมแล้ว สามารถปล่อยให้ตั้งครรภ์ได้เลยหรือไม่ แล้วกินยาคุมมานานจะมีผลอะไรกับการตั้งครรภ์ไหม หรือกินยาคุมมานานจะมีผลต่อทารกในครรภ์หรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบค่ะ


ปล่อยให้ตั้งครรภ์หลังจากหยุดกินยาคุมกำเนิดได้หรือไม่
หลังจากที่คุณหยุดกินยาคุมกำเนิดแล้วยังไม่แนะนำให้ปล่อยให้ตั้งครรภ์ทันที ควรจะปล่อยให้ผ่านไปสัก 3 เดือนขึ้นไป ทั้งนี้ระหว่าง 3 เดือนนี้ก็ควรจะคุมกำเนิดด้วยวิธีการอื่นๆ แทน ซึ่งในช่วง 1-2 เดือนแรก คุณอาจจะไม่มีประจำเดือนก็ไม่ต้องตกใจนะค่ะเพราะคุณไม่ได้ตั้งครรภ์หรอกค่ะ เพียงแต่หลังจากหยุดกินยาคุมกำเนิดแล้ว ประจำเดือนอาจจะมาล่าช้ากว่าเดิม เมื่อประจำเดือนเริ่มมาเป็นปกติ (ประจำเดือนเริ่มมาเป็นปกติ 3 เดือนขึ้นไป) ค่อยปล่อยให้ตั้งครรภ์ตามธรรมชาติค่ะ ระหว่างนี้ก็คงต้องให้ว่าที่คุณพ่อมือใหม่คุมกำเนิดตัวเองไปก่อน (แนะนำว่าให้ใช้ถุงยางอนามัยไปก่อนช่วงนี้)

กินยาคุมกำเนิดมานานๆ จะตั้งครรภ์ยากจริงไหม
ถ้าเป็นการกินยาคุมกำเนิดสมัยก่อน หากกินนานๆ จะมีผลทำให้ผนังมดลูกบาง ทำให้การตั้งครรภ์ (การฝังตัวอ่อน) เป็นไปได้ยาก อันนี้จริงค่ะ แต่ถ้าเป็นยาคุมกำเนิดสมัยใหม่เดี๋ยวนี้ปัญหาแบบนี้ไม่เป็นแล้วค่ะ แต่หากคุณใช้ยาคุมฉุกเฉินบ่อย อันนี้มีผลต่อการตั้งครรภ์จริงค่ะ ดังนั้นหากคุณกินยาคุมกำเนิดแบบธรรมดา (21 หรือ 28 เม็ด) มานาน ก็ไม่ต้องกังวลไปนะค่ะว่าจะตั้งครรภ์ยาก

กินยาคุมกำเนิดมานานๆ จะมีผลต่อทารกในครรภ์ไหม
อันนี้เป็นอีกคำถามที่อยู่ในหัวของว่าที่คุณแม่มือใหม่ทุกคน และคงจะกังวลมากๆ เวลาที่จะเริ่มปล่อยให้ตั้งครรภ์ ความจริงแล้วการกินยาคุมกำเนิดนั้น หากเราหยุดกิน (หลังจากกินหมดแผงอย่างถูกต้อง) แล้วปล่อยระยะไว้ 3 เดือนขึ้นไป รอให้ประจำเดือนมาปรกติตามรอบเดือน แค่นี้ร่างกายของคุณก็พร้อมที่จะตั้งครรภ์แล้วค่ะ

ต้องเตรียมตัวอย่างไรเมื่อพร้อมจะตั้งครรภ์
อย่างที่บอกไปค่ะ หลังจากหยุดกินยาคุมแล้ว เมื่อพร้อมจะตั้งครรภ์ ให้ปล่อยให้ประจำเดือนมาก่อนสัก 3 เดือน จากนั้นค่อยให้ตั้งครรภ์ ส่วนเรื่องการเตรียมตัวก็เหมือนคนทั่วๆ ไปค่ะ คือ การออกกำลังกายให้พอเหมาะ นอนหลับพักผ่อนให้มาก กินอาหารให้ครบ ดื่มน้ำให้มาก และอย่าเครียด ที่เหลือก็อาจจะใช้เครื่องมือเข้าช่วย เช่น ชุดทดสอบวันตกไข่ (ทดสอบจากน้ำปัสสาวะ) หรือถ้าไม่อยากกังวลหรือเครียดขนาดนั้น ก็บอกว่าที่คุณพ่อให้ส่งการบ้านบ่อยๆ ก็ได้นะค่ะ

สรุปแล้ว ความเชื่อที่ว่ากินยาคุมกำเนิดมานานๆ จะตั้งครรภ์ยากนั้น ไม่ถูกต้องทีเดียวค่ะ ถ้าคุณกินยาคุมกำเนิดแบบปกติ ก็แค่หยุดรอให้ประจำเดือนมา 3 เดือนขึ้นไปแล้วค่อยปล่อยตามธรรมชาติ ส่วนความเชื่อที่ว่ากินยาคุมกำเนิดมานานๆ แล้วทารกในครรภ์จะพิการ สมองไม่ดี ฯลฯ อันนี้ก็ไม่เป็นความจริง ดังนั้นสบายใจได้ค่ะ

ขอบตุณที่มา babytrick.com

วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

แตงโมคลายร้อน (Mother&Care) เพื่อลูกน้อย



แตงโมคลายร้อน (Mother&Care)


ส่วนผสม

เนื้อแตงโม 2 ถ้วยตวง

น้ำเชื่อม 1 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น ¼ ช้อนชา

น้ำแข็งป่น 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ

ใส่ส่วนผสมทุกอย่างลงในโถปั่นน้ำผลไม้ จากนั้นจึงกดปั่นให้เป็นเนื้อเดียวกัน เทใส่แก้วพร้อมดื่มคลายร้อน


(เสื้อผ้าเด็ก, เสื้อผ้าเด็กราคาถูก ,เสื้อผ้าเด็กอ่อน, เสื้อผ้าเด็กน่ารัก, เสื้อผ้าเด็กเล็ก, ชุดเด็ก, เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด)

เมนูแกงจืดเด็กเส้น

แกงจืดเด็กเส้น

ส่วนผสม

วุ้นเส้นห่อเล็ก (แช่น้ำ) 1 ห่อ

หมูสับ 100 กรัม

ฟองเต้าหู้แช่น้ำ (หั่นเป็นท่อนยาวประมาณ 2-3 นิ้ว) ½ ถ้วยตวง

เห็ดหอมแห้งแช่น้ำ 3-4 ดอก

เห็ดหูหนู 3 ดอก

ดอกไม้จีนแห้ง 10 ดอก

กระเทียมกลีบเล็ก 10 กลีบ

พริกไทย 7 เม็ด

รากผักชี 2-3 ราก

วิธีทำ

1.แบ่งกระเทียม พริกไทย และรากผักชี เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกบุบแค่พอแตกตักขึ้นพักไว้ อีกส่วนตำให้ละเอียด

2.หมักหมูสับโดยใช้กระเทียม พริกไทย รากผักชีที่ตำละเอียด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและน้ำตาลทรายคลุกเคล้าให้ส่วนผสมเข้ากัน

3.นำดอกไม้จีนไปแช่น้ำจนนิ่ม จากนั้นล้างน้ำทิ้งสัก 1-2 น้ำ แล้วจึงมัดดอกไม้จีนให้เป็นปม พักไว้

4.วุ้นเส้นที่แช่น้ำจนนิ่มแล้ว ให้ใช้มีดหรือกรรไกรตัดแบ่งความยาวเพื่อสะดวกในการกิน จากนั้นจึงนำไปต้มจนสุก

5.ตั้งน้ำสะอาดใส่หม้อ พอเดือดจึงใส่กระเทียมพริกไทย และรากผักชีที่บุบเตรียมไว้ลงไป ตามด้วยหมูสับปั้นเป็นก้อน ๆ หย่อนลงไปต้ม คอยช้อนฟองออก

6.พอหมูเริ่มสุกและช้อนฟองออกจนหมดแล้ว จึงใส่เห็ดหอม, เห็ดหูหนู, ดอกไม้จีน และฟองเต้าหู้ลงไปต้ม ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและน้ำตาลทรายเล็กน้อย รอจนเดือด จึงใส่ต้นหอมลงไป ค่อยปิดแก๊ส

7.ตักวุ้นเส้นใส่ถ้วยตามด้วยแกงจืดที่ต้มเตรียมไว้โรยหน้าด้วยพริกไทยป่นเล็กน้อย หรืออาจใส่วุ้นเส้นที่แช่น้ำจนนิ่มแล้ว ลงไปต้มแกงจืดได้เลย โดยใส่พร้อมกับเห็ดหอม, เห็ดหูหนู, ดอกไม้จีน และฟองเต้าหู้


(เสื้อผ้าเด็ก, เสื้อผ้าเด็กราคาถูก ,เสื้อผ้าเด็กอ่อน, เสื้อผ้าเด็กน่ารัก, เสื้อผ้าเด็กเล็ก, ชุดเด็ก, เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด) 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

Vol.9 No.101 พฤษภาคม 2556

เมนูไข่น้ำเนื้อนุ่ม


ไข่น้ำเนื้อนุ่ม

ส่วนผสม

ไข่แดง 1 ฟอง

ผักปวยเล้งสับละเอียด 1-2 ช้อนชา

นมที่ลูกดื่ม ¼ ถ้วยตวง

น้ำซุป 1 ถ้วยตวง

น้ำมัน

วิธีทำ

1.ตอกไข่ใส่ชาม ใช้เฉพาะไข่แดง จากนั้นใส่ผักปวยเล้ง และนมที่ลูกดื่มลงไป ตีให้ส่วนผสมเข้ากัน

2.ตั้งกระทะเติมน้ำมันเล็กน้อย พอกระทะเริ่มร้อน จึงเทไข่ที่ตีแล้วลงไป ใช้ตะหลิวยี ๆ เหมือนทำไข่กวนจนไข่เป็นชิ้นเล็ก ๆ

3.พอไข่สุก ให้เติมน้ำซุปลงไป รอจนน้ำซุปเลือด จึงยกขึ้นพร้อมเสิร์ฟ


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

Vol.9 No.100 เมษายน 2556



(เสื้อผ้าเด็ก, เสื้อผ้าเด็กราคาถูก ,เสื้อผ้าเด็กอ่อน, เสื้อผ้าเด็กน่ารัก, เสื้อผ้าเด็กเล็ก, ชุดเด็ก, เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด) 

ข้าวกล้องเด็กน้อย

ข้าวกล้องเด็กน้อย

ส่วนผสม

ข้าวกล้องตุ๋น 2 ช้อนโต๊ะ

หัวไชท้าวปอกเปลือก (กะความยาวประมาณ 2 นิ้ว) 1 ท่อน

มะเขือเทศขนาดกลาง 1 ลูก

ไข่แดงต้มสุก ½ ฟอง

น้ำซุป


วิธีทำ

1.ต้มหัวไชท้าวและมะเขือเทศจนสุก จากนั้นนำมาครูดกับตะแกรง ใส่ถ้วยพักไว้

2.นำข้าวกล้องตุ๋น หัวไชท้าวครูด มะเขือเทศครูด และไข่แดงใส่หม้อต้ม เติมน้ำซุปเล็กน้อย เพื่อไม่ให้แห้งจนเกินไป คนให้ส่วนผสมเข้ากัน ตั้งไฟจนเดือดจึงยกขึ้น


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

Vol.9 No.101 พฤษภาคม 2556

(เสื้อผ้าเด็ก, เสื้อผ้าเด็กราคาถูก ,เสื้อผ้าเด็กอ่อน, เสื้อผ้าเด็กน่ารัก, เสื้อผ้าเด็กเล็ก, ชุดเด็ก, เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด) 

เมนูสลัดรวมพลัง &โครเก็ตเจ้าปลาน้อย

สลัดรวมพลัง

ส่วนผสม

ไข่ไก่ 1 ฟอง

เนื้อกุ้งหั่นชิ้นเล็ก ๆ 3 ตัว

แครอทหั่นเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ

เมล็ดข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ

เมล็ดถั่วลันเตา 1 ช้อนโต๊ะ

เมล็ดถั่วแดง 1 ช้อนโต๊ะ

ขนมปังโฮลวีตอบกรอบ (หั่นเป็นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ) 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำสลัดสำเร็จรูป 1-2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1.ต้มไข่ให้สุกแล้วนำมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ

2.ลวกเนื้อกุ้งจนสุก ตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ

3.ต้มแครอท เมล็ดข้าวโพด เมล็ดถั่วลันเตา และเมล็ด ถั่วแดงให้สุก พักไว้ในตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ

4.นำส่วนผสมทั้งหมดที่เตรียมไว้รวมทั้งขนมปังโฮลวีต อบกรอบใส่ในชามผสม ใส่น้ำสลัดลงไป เคล้าส่วนผสมให้เข้ากันเบา ๆ ตักใส่ชามพร้อมให้เด็ก ๆ หม่ำ

อาหารเด็ก




โครเก็ตเจ้าปลาน้อย

ส่วนผสม

เนื้อปลากะพงหั่นเต๋า ½ ถ้วยตวง

มันฝรั่ง 1 หัวกลาง

หัวหอมใหญ่สับหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ

แครอทสับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ

ไข่ไก่ 1 ฟอง

เนยจืด, เกลือป่น, พริกไทยป่น, แป้งสาลี, เกล็ดขนมปัง, น้ำมันสำหรับทอด

วิธีทำ

1.ตั้งน้ำลวกปลากะพง พอสุกให้ตักขึ้นพักไว้ จากนั้นนำเนื้อปลามายีให้ละเอียด

2.ปอกเปลือกล้างมันฝรั่ง ให้เป็นชิ้น ๆ นำไปต้มจนสุก จากนั้นนำมาบดให้ละเอียด

3.ตั้งกระทะใส่เนยจืดลงไปเล็กน้อย ใส่หัวหอมใหญ่และแครอทลงไปผัดจนสุก

4.นำมันฝรั่งและปลากะพงที่เตรียมไว้มาใส่ในชามผสม จากนั้นนำหัวหอมใหญ่และแครอทที่ผัดไว้เทลงไป ใส่เกลือป่นและพริกไทยเล็กน้อย เคล้าให้ส่วนผสมเข้ากัน จากนั้นปั้นเป็นก้อนกลม ๆ

5.เทแป้งสาลีและเกล็ดขนมปังแยกจานเตรียมไว้ พร้อมตีไข่ไก่ใส่ชาม

6.ตั้งน้ำมันสำหรับทอด ระหว่างรอน้ำมันร้อนให้นำโครเก็ตที่ปั้นไว้ มาเคล้ากับแป้งสาลีบาง ๆ แล้วนำไปชุบไข่ จากนั้นนำมาเคล้ากับเกล็ดขนมปัง

7.พอน้ำมันร้อน จึงใส่โครเก็ตลงไปทอด รอจนสุกเหลืองจึงตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน แล้วจึงจัดใส่จานพร้อมเสิร์ฟ อาจกินคู่กับซอสมะเขือเทศหรือมายองเนส


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

Vol.9 No.100 เมษายน 2556


(เสื้อผ้าเด็ก, เสื้อผ้าเด็กราคาถูก ,เสื้อผ้าเด็กอ่อน, เสื้อผ้าเด็กน่ารัก, เสื้อผ้าเด็กเล็ก, ชุดเด็ก, เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด)